วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ท่าไทร One way ticket

     อีกครั้งกับทริปภูเก็ต-ท่าไทร จากทริปที่แล้วจากท่าไทรมาภูเก็ตจบแบบไม่สมบูรณ์ วันนี้ต้องแก้ตัวกันใหม่เป็นการปั่นกลางวันแบบไม่กลัวแดด ต้องตื่นแต่เช้ามืด แต่เผลอนอนตื่นสายเกือบตี 5เข้าไปแล้วท้องฟ้าที่อึมครึมเหมือนฝนจะตกทำให้แผนการเดินทางไปท่าไทรต้องปรับเปลี่ยนไปตามสมควร เรามีเวลาทำธุระส่วนตัวแค่ 30 นาทีก่อนจะออกจากบ้านได้ตอนตีห้าครึ่ง

  ในเช้ามืดของวันที่ 2พฤษภาคม 2558 ดูจะไม่เหมาะกับการปั่นทริปต่ำกว่า100กิโลครั้งนี้เลย  ฝนตั้งเค้าจะตกจนแผนเกือบถูกล้มเลิก แต่ก็ยังฝืนออกจากบ้านไปตามเส้นทางถนนเทพกระษัตตรีย์เพราะเผื่อเอาไว้ว่าถ้าฝนเทหนักกว่านี้จะระงับทริปนี้ทันที แต่เมื่อดั้นด้นปั่นมาจนถึงบ้านสะปำ ฝนก็ยังไม่ตกให้เป็นเรื่องเป็นราวเพื่อให้เป็นเหตุการระงับทริปนี้เสียที


     ความเร็วช่วงเริ่มต้น เสือภูเขาเทียบเสือหมอบไม่ได้ตามเคย ปั่นตามกันมาจนเกือบถึงอนุสาวรีย์ท้าวเทพฯ(ระยะทาง 11 กิโลเมตร)ระบบหายใจของคนขี่เสือภูเขายังไม่เข้าที่ดีนัก ประกอบกับปั่นกันแค่สองคัน เมื่อคันหน้าปั่นเร็วคันหลังก็เลยต้องปั่นไล่ เสือภูเขาเสียเปรียบทั้งเรื่องของวัยและน้ำหนักรถจึงถูกเสือหมอบทิ้งห่างจนแทบมองไม่เห็นหลัง 


    มาถึงอนุสาวรีย์ ฝนเริ่มสาดเม็ดหนักขึ้น ต้องแวะพักฝนที่ศาลาที่พักผู้โดยสาร เป็นการปรับระยะห่างระหว่างเสือหมอบกับเสือภูเขาอีกครั้งและถืิโอกาสพักเหนื่อยไปในตัว ระยะทางเกือบ 60 กิโลที่อยู่ข้างหน้าคือปัญหาร่วมให้ขบคิดว่าจะขี่ฝ่าฝนไปได้อย่างไร 


     เมื่อฝนเริ่มซาเม็ดก็ออกเดินทางต่อ เสือหมอบคู่หนึ่งปั่นเลยหน้าไปด้วยควาเร็วสูงโดยไม่สนใจฝนข้างหน้า เราก็ปั่นตามหลังไปแบบเกือบจะสิ้นหวังกับฝนผิดฤดูครั้งนี้ แต่ฝนก็ซาเม็ดลงจนระยะทางในการปั่นเพิ่มขึ้นจนยากที่จะตัดสินใจล้มเลิก


    มาถึงบ้านลิพอน ฝนลงเม็ดเบาๆ(ตกปรอยๆ)อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เป็นอุปสรรคในการปั่นมากนักจนเมื่อมาถึงถลางตอน 6โมง 15 นาที ฝนก็เริ่มตกหนักขึ้นจนต้องพักฝนกันอีกรอบจึงถือโอกาสกินข้าวเช้าระหว่างพักฝนที่นั่นเสียเลย

  ในวันนั้นลูกค้ารายแรกของร้านจึงเป็นนักปั่นสองวัย แม้จะยังไม่หิวแต่ข้างหน้าคงไม่มีอะไรให้กินก็เลยต้องกินตามหน้าที่ เราใช้เวลากินข้าวร่วม 30นาที ฝนจึงเริ่มซาเม็ด การปั่นระยะที่สองจึงเริ่มต้นอีกครั้งด้วยท้องที่อิ่มและกำลังที่ฟื้นตัว ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างจนสามารถปั่นโดยไม่ต้องใช้ไฟส่องทาง 


     เสือหมอบปั่นออกหน้่าไปก่อน เสือภูเขาก็ต้องปั่นไล่กวดตามหลังอย่างไม่หยุดยั้ง ฝนหยุดตกแล้วแต่น้ำจากฝนที่ยังค้างเจิ่งบนผิวถนนกลับเป็นปัญหาตอนปั่น ด้วยล้อแบบเสือภูเขาและไม่มีการ์ดกันโคลน ล้อหน้าจึงตะหวัดน้ำเข้าใส่หน้าขณะปั่นทำให้ไม่สามารถทำความเร็วได้ แต่เมื่อเลยบ้านเมืองใหม่มาแล้วถนนก็เริ่มแห้ง การเพิ่มความเร็วจึงทำได้มากขึ้น

    เมื่อระยะทางปั่นเกิน 25 กิโลเมตรไปแล้ว ระบบการหายใจก็เริ่มเข้าที่ เสือภูเขาสามารถปั่นความเร็วคงที่ที่ความเร็วสูงได้ดีขึ้น เริ่มกวดเสือหมอบจนทัน ทั้งคู่ต่างปั่นเกาะกันมาที่ความเร็วประมาณ 30-32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การปั่นยืนระยะที่ความเร็วขนาดนี้ไม่มีปัญหากับระบบการหายใจสำหรับคนที่ปั่นเป็นประจำ    

    แม้จะรู้สึกเหนื่อยแต่ทั้งคู่ปั่นต่อไปโดยไม่พัก ขณะปั่นผ่านบ้านบางดุกก็ได้เห็นแสงอาทิตย์แรกของวัน นับเป็นการได้ใกล้ชิดธรรมชาติที่ีสัมผัสได้โดยตรง อากาศสดชื่นท่ามกลางแสงแดดยามเช้าทำให้รู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่าง Sun rise กับ Sun set ขึ้นมาโดยทันที มันต่างกันในความรู้สึกจริงๆ 


    คนปั่นเสือหมอบเป็นคนหนุ่มที่เคยปั่นหนักมาก่อนแต่ด้วยภาระกิจการงานที่กรุงเทพฯทำให้ไม่ได้ฝึกซ้อมเป็นประจำจึงมีปัญหาในการยืนระยะที่ความเร็วระดับนี้ เสือหมอบจึงถูกเสือภูเขากวดติดอยู่ข้างหลังอย่างไม่ห่าง เมื่อมาถึงบ้านคอเอนก็ได้พบกับนักปั่นผู้สูงวัยอีกคนปั่นเสือภูเขา Merida mate ด้วยความเร็วเท่าๆกับเรา เราจึงได้เพื่อนร่วมทางเพิ่มอีกหนึ่ง

   หลังจากได้ได้ทักทายบนหลังอานกันตามมารยาททั้งสามคันก็ได้ปั่นเกาะกลุ่มกันไป คนสูงวัยเร่งความเร็วขึ้นไปถึง 35 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้ทั้งเสือภูเขาและเสือหมอบจำต้องเร่งความเร็วตาม เมื่อเราต่างเร่งความเร็วเกินกว่า 32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสือหมอบก็เริ่มถูกทิ้งห่างอยู่ข้างหลังหลายสิบเมตรทันที


      เสือภูเขาทั้งสองคันปั่นที่ความเร็วคงที่ระดับนี้ไปประมาณ 5 กิโลเมตร สังเกตุเห็นว่าตอนปั่นลงเนินพร้อมๆกัน ผู้สูงวัยที่ใช้เสือภูเขาจะพักขาผ่อนแรงได้ ส่วน Trex 4300ต้องเติมแรงปั่นตลอดเพื่อจะเกาะหลังให้ทัน ทั้งคู่ปั่นไปด้วยกันจนถึงด่านตรวจภูเก็ต Trex 4300 ก็ยอมปล่อยให้ Merida ปั่นล่วงหน้าไปก่อนเพื่อคอยเสือหมอบที่ตามมาข้างหลัง 






      

   จอดพักเหนื่อยที่ด่านตรวจฯประมาณ 10 นาที ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจุดชมวิวสารสินในอีก 5 นาทีต่อมา มีนักปั่นคู่หนึ่งปั่นขึ้นสะพานข้ามไปฝั่งพังงา อีกคู่หนึ่งพักเหนื่อยอยู่บนจุดชมวิว คู่ที่อยู่บนจุดชมวิวปั่นมาจากบ้านลิพอนและมีแผนจะไปปั่นในรายการของโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาคืนนี้ คุยแลกเปลี่ยนประสพการประมาณ 10 นาทีและถ่ายรูปร่วมกันก่อนจะกล่าวคำอำลาแยกย้ายกันไป เรามุ่งไปพังงาส่วนคนหนุ่มคู่นั้นกลับภูเก็ตทันที 




หมอบMerida กำลังปั่นข้ามสะพานไปฝั่งพังงา




Welcome to Phang- nga

ถึงบ้านต้นแซะ(ทีคนไม่รู้จัก)

    เสือภูเขาออกตัวก่อนตามเคย รีบปั่นเร็วเพื่อหนีการไล่ตามของเสือหมอบจนมาถึงบ้านต้นแซะจึงจอดใต้ต้นไม้เก่าที่เหลือเพียงไม่กี่ต้น พร้อมกับถือโอกาสถ่ายรูปเป็นการพักหนื่อยไปในตัว

  บ้านต้นแซะเป็นชุมชนเล็กๆอยู่ริมถนนสาย402ห่างจากบ้านท่านุ่นประมาณ 3 กิโลเมตร เหตุที่ชื่อต้นแซะ ก็เพราะในอดีตมีต้นไม้ที่ชื่อต้นแซะขึ้นอยู้บริเวณนี้อยู่มาก ต้นแซะเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่อายุนับร้อยปี แต่ต้นแซะริมถนนหลวงเส้นนี้ ถูกตัดโค่นจนเหลือแค่ 13 ต้นพอให้ได้เห็นเป็นตำนานของป่าแซะริมถนนสายใต้ฝั่งทะเลตะวันตก    



Kant ปั่นตามมาถึงต้นแซะอย่างไม่ลดละ

    หลังจากพักหนื่อยใต้ร่มต้นแซะประมาณ 10 นาทีก็จะปั่นต่อไปที่โคกกลอย น้ำเกือบจะหมดกระติกแล้ว ก็ต้องไปเติมกันที่โคกกลอย


ต้นแซะ ริมถนนที่บ้านต้นแซะ

17 กิโลสุดท้าย

   แวะพักที่เซเว่นอีเลเว่นโคกกลอย กินทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่ว่าข้าวกระเพรา แซนด์วิชสารพัดแบบที่นำเสนอและทีขาดไม่ได้คือซาละเปาไส้หมูแดง เป็นการกินชดเชยพลังงานทีถูกเผาผลาญไประหว่างทาง




Kant กำลังกินไปพลางยืดขาไปพลางแบบหมดสภาพที่โคกกลอย

       หลังจากพักเหนื่อยและกินอาหารที่โคกกลอยประมาณ30นาที ก็ออกเดินทางต่อทันที การเดินทางช่วงสุดท้ายเป็นเส้นทางเรียบชายทะเล ตั้งแต่ชายทะเลนาใต้ ผ่านมายัง หาดบนไร่ 



ถนนเส้นสวยที่นาใต้ โคกกลอย

     เหลืออีกแค่ 8 กิโลเราจะถึงจุดหมายแล้ว จึงแวะพักเหนื่อยและถ่ายรูป วิวชายทะเล



บรรยากาศริมทะเลระหว่างเส้นทางท่าไทร ถ่ายขณะปั่นจักรยาน


   

Kant แวะถ่ายรูป
    หลังจากพักเหนื่อยพอสมควร(หลายนาที) ก็ปั่นระยะ 8กิโลเมตรที่เหลือจนถึงที่หมาย ทั้งเสือหมอบและเสือภูเขาต่างก็อยู่ในสภาพอิดโรยด้วยกันทั้งคู่ ทั้งคู่ปั่นมาจากภูเก็ตเป็นระยะทั้งสิ้น 70 กิโลเมตร รวมเวลาปั่นจริง(ไม่รวมเวลาพัก) 3 ชั่วโมง 30 นาที การปั่นไล่กันมาตลอดทาง ทำให้เหนื่อยจนไม่คิดจะปั่นกลับภูเก็ต ไม่อยากทำอะไรต่อ อยากจะนอนยืดขา นอนหลับสักตื่นหรืออาบน้ำเย็นๆให้ชื่นใจ มากกว่า

   หาดท่าไทรทุกวันนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้นเพราะนอกจากจะเป็นหาดที่เงียบสงบสวยงามแล้ว ทุกวันนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดท่าไทร ซึ่งเป็นวัดธรรมยุติในสายของหลวงปู่เทสก์ สภาพของวัดสะอาดเป็นระเบียบ อาคารสร้างด้วยวัสดุเรียบง่ายแต่เด่นสง่าด้วยโบสถ์ไม้สักรูปแบบสมัยใหม่ที่มีเสาเป็นไม้ทั้งต้น ปัจจุบันวัดท่าไทรมีไฟฟ้าเข้าถึง มีพระสงฆ์นิกายธรรมยุติพำนักอยู่ไม่กี่รูป จัดเป็นวัดที่เงียบสงบแม้จะอยู่ห่างไกลจากชุมชนไปบ้างแต่ก็น่ามาทำบุญที่วัดนี้




โบสถ์ไม้ วัดท่าไทร

   อยากอาบน้ำที่วัดท่าไทรแต่ก็เกรงใจ ด้วยน้ำที่นั่นหายากจึงทำได้แค่ล้างหน้าและเอาน้ำราดศีรษะจนโชกแล้วมานอนพักเหนื่อยบนชายหาดจนได้เวลากลับ นำจักรยานใส่ท้ายกะบะแล้วขับกลับภูเก็ตตอน 4โมงเย็นพอดี 

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

RECUMBENT หรือ BENT BIKE

    จักรยานทางเลือกใหม่ที่ดูแล้วขี่ไม่คอยสะดวกแต่นั่งสบาย รูปร่างอาจจะดูแปลกไปบ้าง ราคาก็ไม่ต้องพูดถึง หลักแสนขึ้นทั้งนั้น นอกจากจะต้องประดิษฐ์หรือผลิตใช้เองแล้ว คุณก็ต้องมีเงินค่อนข้างเหลือใช้พอสู้กับภาษีนำเข้าไหว




    มันเหมาะกับผู้ที่ต้องการขี่ท่องเที่ยวในระยะทางค่อนข้างไกล ผมไม่รับรองว่าขี่ได้สนุก แต่ ERIC บอกผมว่าเขาจะไม่กลับไปขี่จักรยานแบบเก่าอีกแล้ว ดูๆแล้วการขี่ในเมืองเห็นท่าจะสะดวกไม่เท่ารถจักรยานแบบมาตรฐานทั่วไป สำหรับคันในรูปก็ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไของศาของตะเกียบหน้าอีกนิดหน่อยเพื่อให้การทรงตัวดีขึ้น 




     Eric มีแผนจะประดิษฐ์หรือผลิตคันใหม่อีกคัน ให้ยืดหยุ่นกว่าคันนี้ เพราะคันนี้คงไม่เหมาะกับคนไทย เพราะคุณต้องสูงอย่างต่ำ 185 เซนติเมตรขึ้นไปจึงจะควบเจ้านี่ได้ ส่วนผมได้ลองขึ้นนั่งดูแล้ว พบว่าผมต้องการความยาวของขาเพิ่มอีกเยอะ ถ้าจะขี่เจ้าคันนี้ให้ได้














วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

หยุดหลายวันจะไปไหนดี( The call of the heart )

 


     วันหยุดช่วง 1 พฤษภาคม 2558 ปีนี้ ได้หยุดกึ่งสั้นกึ่งยาว 5 วันตามที่รัฐบาลมอบให้ กำลังคิดว่าจะไปไหนดี ตอนแรกคิดจะไปกรุงเทพฯเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศจากความจำเจที่ภูเก็ตไปสัมผัสสิ่งแปลกหูแปลกตาดูสักหน่อย แต่พอคิดๆไปแล้ว ถ้าไปกรุงเทพฯก็ต้องใช้เวลาเดินทางไป-กลับ ร่วม 24 ชั่วโมง(ที่ไม่นิยมบินเพราะแพง) 

    อีกอย่าง ด้วยอุณหภูมิเดือนพฤษภาคมที่กรุงเทพฯ อากาศร้อนสาหัสแค่ไหนก็เป็นที่รู้กัน สถานที่สิงสถิตย์ก็คงไม่พ้นไปจากรถไฟฟ้า(BTS) หรือไม่ก็ในห้างสรรพสินค้า ส่วนเวลาที่เหลือก็ที่ห้องพักสลับกับพื้นทีซาวน่าเสมือน(virtual )ที่ครอบคลุมกินอาณาบริเวณไปทั่วกรุงเทพฯ




     ที่จริงแล้ว ในเวลาปรกติ(ไม่ว่าฤดูไหน)ผมก็ไม่ค่อยมีเวลาปั่นจักรยานมากนัก จะมีโอกาสได้ปั่นเอาเต็มแรงก็เฉพาะในวันเสาร์เท่านั้น ส่วนวันอาทิตย์แม้จะเป็นวันหยุดของคนทั่วไปแต่สำหรับผม มันยังเป็นวันทำงาน ต้องเก็บแรงเอาไว้รับมือกับงานพิเศษในช่วงบ่าย(ตอน3โมงเป็นต้นไป)

    การลับฝีเท้าสัปดาห์ละ1วันดูไม่สมภูมิกับคำคุยโตว่าเป็น"นักปั่น"เอาเสียเลย ผมคิดว่าคนปั่นซาเล้งในกรุงเทพฯยังออกแรงปั่นมากกว่าผมเสียอีก ในระยะ 5 เดือนที่ผ่านมา(รวมวันป่วยเสีย2เดือน) ผมทำระยะทางรวมได้แค่ 1600 กิโลเมตรเศษเท่านั้น แบบนี้ถือว่า เข้าเกณฑ์เป็นนักปั่นมือสะออนเสียมากกว่า

     งั้นวันหยุดนี้ไปเจอกันที่ฝั่งพังงาแล้วกันจะได้ทดสอบตัวเองว่าร่างกายแกร่งพอไหมและถือโอกาสพิสูจน์ใจเลื่อนชั้นเสียสักหน่อยจะเป็นไรไป แต่การข้ามไปยังฝั่งพังงามันไกลจึงต้องมีกำลังขาที่เพียงพอในการประสานกับเสียงเพรียกในใจ(The call of the heart)ที่มุ่งมั่นเท่านั้น อย่างอื่นเป็นแค่ส่วนประกอบ

   



วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558

เดี่ยว ระยะทางปืนสั้น

  อาจินต์ปัญจพรรค์ นักเขียนมือทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2534 เขียนอ้างถึงบันทึกของนักเดินทางต่างชาติในอดีตที่กล่าวถึงช่องแคบตรงสะพานสารสินไว่น่าฟังว่า
     
   อ้างถึง..บันทึกของ มองซิเออร์ เอเรต์ ผู้แทนบริษัทอินเดียตะวันออก ของฝรั่งเศสที่พูดถึงภูเก็ต ที่ปรากฏในประชุมพงศาวดาร เล่ม 26 ใน “เรื่อง เกาะภูเก็ตเกี่ยวกับประเทศสยามอย่างไร” เขียนที่เมืองภูเก็ต เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2229 (ค.ศ. 1686) ข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า

“ข้าพเจ้าจึงขอบอกให้ท่านทราบว่า เมืองภูเก็ต ซึ่งข้าพเจ้าอยู่ในบัดนี้นั้นเป็นเกาะเล็ก ๆ วัดโดยรอบยาวประมาณ 35 ไมล์ ตั้งอยู่ริมทะเลตะวันตก แหลมมะละกาห่างจากฝั่งประมาณ ระยะทางปืนสั้น และอยู่ระหว่าง 6และ 8 ดีกรีของลุติจูดเหนือ บนเกาะภูเก็ตเต็มไปด้วยป่าทึบมีสัตวืป่ามากมาย ตั้งแต่เสือ ช้างแรดและสัตว์ร้ายอื่นๆอีกมากมาย "




แค่ระยะปืนสั้น.. แค่นี้...แต่ก็ไม่กล้าจะว่ายข้าม

    ที่นำคำของอาจินต์มากล่าวอ้างก็เพื่อจะบอกว่า ผมก็เคยปั่นไปถึงสารสินมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่ได้ก้าวข้ามไปอีกฟาก เหลือระยะทางแค่เท่าระยะวิถีกระสุนปืนสั้นเท่านั้น แล้วผมก้ต้องรีบปั่นกลับด้วยเกรงใจแสงแดดยามสาย เพราะเหตุของความเป็นคนหนุ่มเหลือน้อย ในขณะที่ ป้าวี ผู้หญิงแกร่งชาวจักรยานคนหนึ่ง เธอกลับปั่นแบบสะบายๆจากซอยพะเนียงโดยทำเวลาแค่ 1ชั่วโมง 40 นาที  ดูเธอไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับความร้อนจากแดดภายใต้ท้องฟ้าภูเก็ตเอาเสียเลย ในขณะที่ผม ผู้ชายอกเหี่ยวๆขนาด2ศอกกับอีกคืบครึ่ง ที่เริ่มปั่นจากอนุสาวรีย์ มาถึงสารสิน(32กิโลเมตร) แต่ต้องใช้เวลาเลยชั่วโมงไปตั้ง 5-6 นาที และผมก็มาถึงสารสินแบบหายใจทางจมูกแทบไม่ทันแต่ก็ยังดีที่ยังทันเวลาที่กำหนดไว้ในแผนการเดินทาง



ป้าวี ขอชูจักรยานแค่รักแร้ เพราะต้องเก็บแรงไว้เดี่ยวกลับภูเก็ต

   มาถึงสารสินแล้วพาลคิดไกลไปว่า อยากจะข้ามฟากต่อไปยังฝั่งพังงา ดูๆไปก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ปัญหาจริงๆอยู่ที่ไม่รู้ว่าจะจบทริปนี้อย่างไร เพราะมันนอกเหนือแผนการเดินทางที่กำหนดไว้



ฝั่งท่านุ่น..มอง เห็นฝั่งภูเก็ตอยู่ฟากตรงข้าม

     ขอฝากไว้ก่อน แล้วผมจะลุยเดี่ยวตั้งแต่เมืองภูเก็ตข้ามไปยังฝั่งพังงาเร็ววันนี้แหละ ตอนนี้ดูภาพเก่าๆทบทวนความหลังไปพลางๆก่อน


ปากบางท่าไทร ช่องออกของน้ำจืดในคลอง








     ภาพข้างบนทั้งสองภาพคือภาพหาดท่าไทรที่ผมมีแผนจะปั่นไปโดยจะเริ่มปั่นจากภูเก็ต ในระยะทาง 68 กิโลเมตรซึ่งเป็นระยะทางที่ไม่ใช่ปัญหาของนักปั่นขาเหล็กทั้งหลาย ส่วนขากลับ... นั่นละใช่...ตัวปัญหาของนักปั่นขาลีบเช่นผม

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

รถแพง หรือจะสู้ แรงขา


    ผมซื้อเสือหมอบคันแรกแบบตัดสินใจเร็ว ตกลงซื้อภายใน 30 นาที เพราะชอบจึงซื้อไม่คิดอะไรมาก ยึดถือเอาความชอบส่วนตัวแบบดิบๆเป็นหลัก  ไม่เดินตามก้นความไร้เดียงสาทางข้อมูลแบบเด็กๆมาเป็นเกณฑ์ แค่มีล้อ มีเบรค รูปทรงไม่แหวกแนว และราคาไม่กระทบต่อกระเป๋าเกินไป แค่นี้คุณสมบัติก็ครบแล้ว

  รถแพงราคาพอเอื้อมถึงแต่ก็ยังสูงจนไม่กล้าสอย


ราคาเบาๆ แค่ 14 หมื่น


ดูใกล้อีกนิด 140 พัน ดูเท่าไรก็ไม่มีลุ้นว่าจะซื้อ


Reacto ราคา 60 พัน..แม้จะพอไหว ก็..ขอผ่านไปก่อน


Vow!!!!ราคานี้ ไม่ได้บอกผ่าน.แต่แค่ให้ดูเฉยๆ
      ....ขอพอแค่นี้ก่อน..กลัวสำลักน้ำลาย...........

   หลังซื้อ Merida Ride 100 มาแล้วจึงรู้ว่า มันเป็นรุ่นเล็กสุดในสายตาของนักเลงยี่ห้อ(หมายถึงราคาถูกที่สุด) เมื่อนำไปจอดเทียบกับใครก็ด้อยศักดิ์ศรีไปถนัดตา ไม่มีใครมาวิภากษ์(criticize)ให้เจ็บใจเพราะมันอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์จนอยู่นอกคำวิจารณ์ เพราะคนที่ซื้อรถแบบนี้รุ่นนี้ ใครๆก็สันนิษฐานว่า มีปัญหาอยู่ 2 ประการคือ ถ้าไม่เบี้ยน้อย ก็ต้อง ด้อยประสพการณ์(ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง) ส่วนตัวผม เข้าองค์ประกอบทั้งสองประการคือ เบี้ยไม่มากและเพิ่งเริ่มเล่นรถเสือหมอบ(หลังจากเล่นเสือภูเขามาแลัว 6 เดือน)

     ด้วยความที่ไม่ค่อยได้เข้าสังคมไปร่วมก๊วนสนทนากับใคร ความรู้เลยมีจำกัด คิดว่าจักรยานก็คือจักรยาน ไม่น่าจะมีอะไรแตกต่างกันมาก แต่เมื่อซื้อมาแล้วจึงรู้ว่า การปั่นเดี่ยวๆ นั้นสามารถทำได้แน่นอน แต่ไม่สามารถหาก๊วนเข้าอย่างมีศักดิ์ศรีได้(มันเกี่ยวกันตรงไหนหว่า)และจะปั่นตามเขาไม่ทัน

    งั้น...ลองมาดูรถที่มีศักดิ์ศรีกันหน่อย   
แบบนี้ ต้องแบกศักดิ์ศรีไปด้วยราคา 49,000




BMC SLR03   ราคาเบาๆ 54,000 เท่านั้น



Scultura400 เอื้อเฟื้อภาพโดย http://pantip.com/topic/32689029   29,990 ขาดอีก 10 บาท 30 พัน


       เมื่อจำเป็นต้องใช้ Merida Ride 100 ราคาหมื่นเป็นรถประจำตัว(เพราะดันซื้อมาแล้ว) ก็อดจะจิตตกไปเล็กน้อยไม่ได้ เมื่อได้ยินบางคนวิจารณ์ด้วยความเกรงใจว่า รุ่นนี้เป็นรุ่นขี่สบายแต่ไม่พุ่ง เพราะ จานหน้าขนาด 50ฟัน และจานหลัง11-32 ตีนผี SORA กับเฟืองหลัง 8ชั้นจานหน้า2ชั้นรวม 16 สปีด เป็นรุ่นสำหรับเด็กหัดปั่น..เอ๊า.เล่นใส่กันแรงแบบเบาๆ...หัดปั่นก็หัดปั่น ก็ผมเพิ่งหัดปั่นจริงๆ ก็เลยไม่โกรธแต่แอบเคืองแบบเงียบๆ และไม่กล้าคิดที่จะไปปั่นไล่กวดใคร  ขนาดใช้จานเล็กสุดบนทางเรียบ ผมยังทำความเร็วได้ไม่เกิน 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง แบบนี้ก็แสดงว่า จานเล็กสุดของ Scultura 400 ที่จำนวนฟันเฟืองน้อยกว่า ก็คงไม่เหมาะกับผม ถึงจะมีมันมา ผมก็คงไม่ได้ใช้อยู่ดี



Ride 100 ราคาพอไหว(หมื่นปลายๆ) เป็นเฟรมซ่อนสายเสียด้วย ไม่เข้าใจ ของดีขนาดนี้ ทำไมไม่มีคนรัก


     ส่วนเจ้าจานหลัง(เฟืองใหญ่สุด)ขนาด 32 ฟันเฟือง ตอนขึ้นเนินชันๆมันก็ไม่ช่วยอะไรผมได้มากเลย ผมยังต้องลงมาเข็น(ด้วยแรงมือแรงขา)เป็นประจำ ผมเชื่อว่า ถ้าจำนวนฟันมันน้อยกว่านี้อีก ผมคงแบกมันขึ้นเนินแทนการปั่น ถ้ามันขี่ผมแทนที่ผมจะขี่มัน ผมก็คงตัดสินใจผิดที่ไปซื้อมันมา 

    แสดงว่าชุดตีนผี Shimano รุ่น105 ที่ทุกคนกล่าวขวัญถึง คงไม่มีประโยชน์สำหรับผมเลย มันคงไม่ได้ช่วยให้ผมเป็นนักปั่นระดับแนวหน้าได้ เพราะผมไม่ชอบขึ้นเนินชันๆยาวๆ ต่อให้ชุดเกียร์ดีแค่ไหน มันก็ช่วยอะไรผมไม่ได้..ขอบคุณตัวผมเองที่เผลอเลือก Merida Ride100 มาเป็นรถประจำตัว เพราะผมเคยทำความเร็วลงเนิน สูงสุดแค่ 58.13 กิโลเมตร/ชั่วโมง และไม่กล้าทำความเร็วสูงกว่านี้(ทั้งที่ยังทำได้อีก) กลัวตายครับ แค่นี้ก็พอแล้ว

 ลองมายลโฉม เจ้าลักเล่ ราคา 3000(ไม่ได้ตกศูนย์) ที่พาเจ้าของไปเหยียบไปลุยมาแล้วทั่วประเทศ แม้แต่ภูเก็ตบ้านเราก็ไม่ได้รับการยกเว้น


เจ้า "ลักเล่ " เทอร์โบ ราคา 3000 ลุยมาแล้วทั่วประเทศ



จอดทิ้งตรงไหนก็ไม่หาย ทั้งๆที่มันทำระยะทางมาแล้วเกินกว่า 3000 กิโลทั่วประเทศ




มองชัดๆ ....ตะลุยนั่งบนอานลักเล่ ฉายเดี่ยวไปทั่วประเทศ แล้วยังมาเรียกตัวเองอย่างเย่อหยิ่งว่า "นายกระจอก" เสียอีก





Credit :  from courtesy of  นายกระจอกนักลุยเดี่ยวจักรยาน


    



วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2558

ไปสารสิน


  มีคำแนะนำว่า......การไปสะพานสารสิน ต้องตื่นแต่เช้ามืด(ตี5เป็นอย่างช้า) แต่วันนี้...ตื่นตั้งแต่ตี4ครึ่งเพราะถูกปลุกด้วยท้องใส้ที่ปั่นป่วน..ในกะเพาะมีแก๊สคอยส่งเสียงร้องครวญครางรบกวนอยู่ตลอดเวลา(ท้องอืด)...สภาพร่างกายดูเหมือนไม่เหมาะที่จะไปสารสินคนเดียว..ตามที่โม้เอาไว้ในบทความก่อนหน้านี้เสียแล้ว..

    ตอนแรกคิดว่าจะระงับการไป(ตามคำแนะนำของความคิดด้านลบ) โดยอ้างสภาพร่างกายไม่เต็มร้อย..แต่ความคิดด้านบวกก็โต้แย้งว่า..

 ..ถ้ายอมถอยเพราะปัญหาเล็กๆแค่นี้..ชีวิตก็จะมีแต่การยอมแพ้ตลอด..เอาไงเอากัน..ไปเสี่ยงเอาดาบหน้าแล้วกัน...ลุย


เริ่มที่อนุสาวรีย์ ประมาณ 5:39

    จับเสือหมอบคู่ใจใส่ท้ายกะบะ ไปเริ่มต้นกันที่อนุสาวรีย์แล้วกันเพื่อระยะทางจะได้ลดลงมาและสามารถกลับทันก่อนที่แดดเดือนเมษาฯมันจะเผาจนแขนละลาย


    ออกจากอานุสาวรีย์ประมาณ 5:40 ปั่นไปคนเดียวด้วยความเร็วสม่ำเสมอสบายๆ เฉลี่ย 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยแทบไม่หยุด(ได้พักตอนไฟแดงครั้งเดียว) ตอนช่วงทางแยกเข้าหาดในยาง ได้พบเพื่อนร่วมทางคันหนึ่งที่ปั่นค่อนข้างช้า..กล่าวคำทักทายและขอปั่นแซงล่วงหน้าไปก่อน 

    ระหว่างทางก็มีรถใหญ่เล่นผ่านหน้าไปประปราย สภาพท้องถนนยามเช้าค่อนข้างจะปลอดภัย การจราจรไม่แน่นหนาเหมือนช่วงเส้นทางระหว่างตัวเมืองกับอนุสาวรีย์

     ระหว่างจะถึงโค้งคอเอน(โค้งเจ้าปัญหา) มีนักปั่นหนุ่ม2คนปั่นแซงหน้าไปด้วยความเร็วกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตอนแรกคิดว่าจะปั่นเกาะกลุ่มไปด้วย(คิดแล้วก็ตามไปได้ประมาณ 3กิโล) แต่ดูๆแล้วน่าจะเก็บแรงไว้ตอนขากลับดีกว่า..ต้องเชื่อภาษิตโบราณ "เห็นช้างถ่ายก็อย่าถ่ายตามช้าง"(คำสุภาพ)

    มาถึงหาดทรายแก้วเมื่อเวลา 6:54 ถือว่าทำเวลาได้ดีพอสมควร ใช้เวลา 1 ชั่วโมง กับ 9 นาที



หาดทรายแก้ว; นำ้เซาะตลิ่งจนใกล้ถนนเข้ามา ในทุกวันนี้




ชายหาดโล่งสวยงาม ไม่มีร้านอาหารเกะกะรกตา

    ว่าจะไปให้ถึงสะพานโดยไม่แวะหาดทรายแก้ว แต่ก็นึกเสียดายโอกาสเพราะขากลับจะไม่ผ่านทางนี้..ก็เลย...


คลื่นที่หาดทรายแก้ว


     แวะพักเหนื่อยหยุดพักขาที่หาดทรายแก้ว เข้าห้องน้ำกลางหาว(เยี่ยวข้างทาง-แปลตรงตัว)แล้วเก็บภาพทิวทัศน์ทะเลแบบ ดิบๆ..

   ดูๆแล้ว..ชายฝั่งทะเลตะวันตกของเกาะภูเก็ตโดยเฉพาะหาดนี้ ถูกน้ำทะเลกัดเซาะเข้ามาทุกปี จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน ชายหาดห่างจากถนนมากกว่านี้..อีกหน่อยถนนคงจะถูกกัดขาดเหมือนที่สมิหรา สงขลา

   อยู่ที่หาดทรายแก้วประมาณ 10 นาที ก็รีบไปต่อที่สะพานสารสินที่เป็นจุดหมายปลายทางหลักทันที (เพราะกลัวจะร้อนแดดตอนกลับ)








    มองเห็น สะพานสารสินอยู่ข้างหน้า ก็ 7 โมงเช้าพอดี ไม่ได้ปั่นขึ้นสะพานใหม่เพื่อข้ามฝั่งเพราะไม่มีแผนที่จะข้ามฟากไปฝั่งพังงา(สงวนไว้ในโอกาสที่จะข้ามไปเที่ยวพังงาในอนาคตอันใกล้-คุยอีกแล้ว)..แต่มุ่งตรงไปที่จุดชมวิวบนสะพานเก่าทันที..แม้จะเคยแวะมาที่นี่หลายครั้งแต่ความรู้สึกครั้งนี้แปลกไป 

    มาครั้งนี้ไม่ได้เติมน้ำมันรถมาเต็มถัง..แต่ต้องเติมน้ำเปล่ามาเต็มท้อง...ไม่ได้มาด้วยความเร็วจากแรงจักรกลพลังฟอสซิล...แต่มาอย่างช้าๆด้วยพลังแรงข้าวต้มที่ถูกจัดสรรกำลังลงบน2ขา...แล้วปั่นมาเต็มแรง....

    ข้อจำกัดที่มี..ต้องเลี่ยงการปะทะกับแสงแดดและลมร้อนยามสายๆ.. ต้องคอยระวังอาการลมแดดจึงต้องคอยเติมน้ำหล่อเย็นให้ร่างกายอยู่ตลอดเวลา..นี่แหละ...ความรู้สึกของความแตกต่าง..



 บนจุดชมวิว มีเราอยู่เพียงคันเดียว
       7.06 บนจุดชมวิว สะพานสารสินเก่า

    มาถึงสารสิน ยังไม่เห็นนักปั่นคนอื่นบนสะพาน(จุดชมวิว) เห็นคนอยู่สองสามคนมาเดินชมสารสินเก่า กับคนตกปลาอีก2คน  แต่อีก 10 นาทีต่อมาเพื่อนร่วมอุดมการณ์จักรยานก็เริ่มทะยอยกันมาพร้อมกันบนจุดชมวิว 




พบเพื่อนใหม่ มาจากเมืองภูเก็ต...แข็งแรงกันทั้งนั้น



ถึงสะพานสารสินจนได้



   ได้ทักทายและทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมทางบนสะพาน นักปั่นคนหนึ่ง เธอเรียกตัวเองว่าป้าวี (อาจจะพูดตามคำที่หลานๆเรียก) เป็นผู้หญิงที่แกร่งมากคนหนึ่ง เธอออกจากบ้านที่ซอยพะเนียง สามกองมาถึงสารสิน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 40 นาที กับระยะทาง 40 กิโลเมตรเป็นการทำเวลาได้ไม่เลวสำหรับนักปั่นผู้หญิง แล้วไหนก็ต้องปั่นกลับไปอีก นี่ก็ถือว่าสุดยอดนักปั่นหญิงอีกคน




ป้าวี ยืน Act ท่าบนสพานแค่ 15 นาที แล้วปั่นกลับทันที..อีก40กิโลเชียวนะ



     ทุกคนใช้เวลาอยู่บนจุดชมวิวประมาณ 15 นาที ก็หันมองหน้ากัน แล้วพยักหน้าเป็นที่รู้ความหมายว่า "เรากลับกันเถอะ" เพราะทุกคนต่างก็มีภาระกิจ แม้การอยู่ชื่นชมความสำเร็จแค่15นาทีที่ดูจะไม่คุ้มกันกับระยะทางที่ปั่นมาด้วยแรงสองขาถึง 40 กิโล แต่เราก็ตั้งใจมาเพื่อชนะตัวเองต่างหาก..เอาละ..เผยความลับดีกว่า..ทุกคนไม่อยากอยู่นานเพราะกลัวการปั่นฝ่าแดดเดือนเมษาตอนสายๆ..ผิวแทบละลายไปกับแสงแดดทีเดียว

     ...ได้เวลาเหนื่อยและผจญแดดกันแล้ว...

    เราออกปั่นกันที่ละชุด ชุดผมเป็นชุดสุดท้าย(ความจริงก็มีกันแค่ 2 ชุดเท่านั้นแหละ-แค่พูดให้ใหญ่เข้าไว้) ผมปั่นตามหลังป้าวี แบบสบายๆตามแก เราผ่านตรวจภูเก็ตแบบชิลชิล..มาจนเกือบจะถึงด่านหยิดอยู่แล้ว ผมนึกได้ว่า มีภาระกิจต้องรีบกลับ ก็เลยขออนุญาตุป้าวี ปั่นล้ำหน้ามาก่อน ..ด้วยเวลานัดที่กระชั้น(เพราะสายแล้ว) ก็เลยต้องอัดหนักกว่าขามานิดหนึ่ง กว่าจะถึงอนุสาวรีย์ ก็ต้องแวะกินน้ำถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ปัมป์ ปตท.เมืองใหม่ และครั้งที่สองที่ร้านสะดวกซื้อ 7-11 บ้านพอน



กินน้ำครั้งแรก ปตท.เมืองใหม่
แวะกินน้ำครั้งที่สอง ที่ 7-11 บ้านพอน



      ขณะที่ปั่นมาถึงหน้าปัมป์แก๊สคาลเท๊กซ์บ้านพอน-อนุสาวรีย์ฯ อาการปวดเข่าด้านซ้ายก็กำเริบขึ้น ทำให้ไม่สามารถเร่งความเร็วได้ ก็เลยโดนชุดหนุ่มขาแรงประมาณ 10 คัน ปั่นแซงไปด้วยความเร็วเกิน 35 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้วยความเร็วขนาดนี้ถึงขาผมจะไม่เจ็บ ผมก็จำต้องปล่อยเขาไปก่อนด้วยความเต็มใจ......เพราะความเร็วแบบยืนระยะขนาดนั้น...ผมทำได้ไม่เกิน 32 km/h.




AV 25 กับระยะทาง 63 กิโลเมตร



ทำระยะทางแค่ 63.13 กิโล ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี (เกินกว่านี้ไม่ดีแน่)



ใช้เวลา 2:30:03 ชั่วโมง...ก่อนสิ้นสภาพนักปั่น


   กลับถึงบ้านก็สะบักสะบอมพอสมควรกับการปั่นเกิน 60 กิโลเป็นครั้งแรก ที่ร้ายที่สุด..มันเป็นการปั่นแบบไม่เจียมสังขาร สรุปได้ว่า ครั้งนี้ได้รับผลลัพธ์  3 อย่าง คือ 
       1  เหนื่อย(แม้จะไม่มากนัก) 
       2  บาดเจ็บเข่าด้านซ้าย 
       3 ได้ความสะใจที่ทำได้ ถือเป็นการชนะตัวเองอีกครั้ง(แต่ปวดก้นชะมัด)



















วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

เดี่ยวสารสิน#1

ลองเดี่ยว 86 กิโล กับ กำลังขาล้วนๆ กันดูหน่อย


บรรยากาศสะพานเก่าที่ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว(ภาพนีถ่ายด้วยตัวเองด้วยกล้องราคาถูก)

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว(29 มีนาคม 2558) ได้ไปร่วมในรายการ "ปั่นกันหรอยปั่นกันหลาว " ไปกลับแหลมพรหมเทพ ที่ภูเก็ต ระยะทางร่วม 50 กิโล แต่เป็น ห้าสิบแบบเด็กๆ ความรู้สึกเหมือนมีพี่เลี้ยงคอยประคอง แถมมีอาหารให้กินก่อนออกตัวอย่างเหลือเฟือ มีเพื่อนร่วมทางหลายคันช่วยลาก ทำให้เบาแรงลงไปเยอะ แล้วยังไม่วายมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทางที่ขี่ผ่าน ข้อสำคัญ มันเป็นเส้นทางที่คุ้นและ เคยไปมาแล้วมากกว่า 1 ครั้ง(แต่ก็เหนื่อยคงที่ทุกครั้งไม่เคยเปลี่ยน) ทำให้ไม่มีความรู้สึกอิ่มกับความท้าทาย

     พรุ่งนี้ ได้เวลาไปทักทายสังขารตัวเองกับสถานที่ใหม่ที่ไม่เคยปั่นไปด้วยกำลังขาตัวเองมาก่อน ขอไปหาคำตอบว่ายังไหวไหม..ข้อสำคัญ อยากเคลียร์ปัญหากับความหลง(ตามอายุที่มากขึ้น)ที่มันคอยหลอนว่า เราเคยปั่นผ่านบ้านคอเอนมาครั้งหนึ่งแล้ว มันช่างหลอนได้เหมือนจริง จนต้องคอยตรวจสอบสติตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเรายังอยู่เป็นปรกติสุขเหมือนคนทั่วไปเขา(ไม่บ้าไปแล้ว) กว่าจะสรุปได้ว่า มันไม่ใช่เรื่องจริง ก็ต้องทบทวนอยู่เป็นเวลานาน สรุปแล้ว ผมไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน แต่พรุ่งนี้แหละ ถึงเวลาจัดการกับสิ่งที่เคยสับสนอยู่ในกะโหลกให้มันออกไปเสียที จะได้เลิกสงสัยหายคิดเอง แล้วจะโกนใส่หูตัวเองว่า

            "กูเคยปั่นรถถีบไปที่นั้นมาแล้วโว้ย "