วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

จะอัพเกรดให้เปลืองเงินไปทำไมกัน

    เชื่อกันว่าการอัพเกรดรถจะทำให้ประสิทธิภาพการปั่นดีขึ้นได้ การใช้วงล้อดีๆ ตั้งแต่ระดับขอบอะลูมินั่มเช่นล้อ Bitex, Paco, Scirocco Campagnolo หรือไม่ก็เลยเถิดไปถึงขอบล้อคาร์บอนด์ไฟเบอร์ที่น้ำหนักเบาและมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำจะมีผลในการทำความเร็วได้ดีขึ้ันหรือเหนื่อยน้อยลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
   หลายคนไม่อาจจะทนต่อแรงเสียดทาน(ที่ไม่เกี่ยวกับสัมประสิทะิ์แรงเสียดทานทางกลสาสตร์)ของกระบวนการคิดแบบนี้ มักมีอคติกับขอบล้อเดิมๆที่ติดมากับรถ ทำให้มีความรู้สึกว่ารถไม่ลื่นไหลและต้องใช้แรงมากกว่าปรกติ  ผมเองก็ไม่ได้รับการยกเว้นจากอคติอันนี้จึงได้ไปถอยขอบวงล้อใหม่ Paco มาในราคา 7,900บาทมาสนองตัณหา



ขอบล้อ Paco ต่ำกว่าหมื่น แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว




รวมโม่แล้วราคาแค่หลักพัน


ตัวนี้ทั้งชุดเลยแสนไปค่อนครึ่ง



ดูใกล้ๆ..อุปกรณ์หลักแสน
   


รถราคาหลักหมื่น..พาไปทุกทีทำระยะทางไม่ต่ำกว่า5000 กิโลแล้ว


กระติกน้ำธรรมดาราคาหลักหลายร้อย..ไม่ช่วยให้รถเบาขึ้น
  

   ผลสรุปจากการเปลี่ยนขอบล้อ
1 ลดน้ำหนักรถลดลงประมาณ 0.5 กิโลกรัม เนื่องจากขอบล้อเบาลงกว่าขอบล้อที่ติดมากับรถ
2 ทำความเร็วได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังเหนื่อยเหมือนเดิมทุกประการ
3 ตอนลงเนิน พักเท้าได้นานกว่าล้อเดิมเล็กน้อยจากความรู้สึก(ที่เข้าข้างตัวเอง)
4  สามารถเป็นหัวลากได้เป็นระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร ดีกว่าวงล้อเดิมเล็กน้อย
5 ผลสนองตอบต่อการการออกแรงปั่น ไม่เท่าผลสนองตอบด้านคำคุยโต
   สรุป เปลี่ยนขอบล้อแล้วดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เพราะผมยังปั่นตามคนอื่นไม่ทันเหมือเดิม


     โดยความคิดเห็นส่วนตัวแล้วการจะปั่นไปได้ดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับ
1 การใช้ชุดเกียร์ที่เหมาะสม ชุดเกียร์ระดับตั้งแต่ 18 เกียร์ขึ้นไปถือว่ากำลังเหมาะที่จะปั่นระยะไกล ถ้าใช้16เกียร์จะมีปัญหาการขึ้นเนินชันๆไปบ้าง ถ้าปั่นทางเรียบเป็นส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องเปลี่ยน ถ้าเส้นทางเป็นเนินชันมากๆก็ใช้วิธีการเข็นจะดีที่สุด เป็นการประหยัดทั้งเงินและพลังงานตอนปั่นทางไกล
2 วงล้อไม่ควรหนักเกิน 1.7 ก.ก. อันนี้จึงต้องเปลี่ยน การใช้วงล้อเบาจะทำให้ปั่นได้เบาและลื่นไหลขึ้นกว่าเดิมจริง
3 สัมภาระที่พาไปด้วย -ไม่ควรมีสัมภาระ
4 กระติกน้ำขนาด 1ลิตรที่พกพาจะทำให้รถหนักขึ้น 1 กิโลกรัม การใช้กระติกน้ำขนาด 0.5 ลิตรจะช่วยให้รถเบาลง 0.5 กิโลกรัม  การไปเติมน้ำระหว่างทางจะช่วยลดภาระน้ำหนักรถถึง 0.5 กิโลกรัม
5 น้ำหนักตัวคนขี่ หากน้ำหนักตัวเราลดลง 5 กิโลกรัมจะทำให้น้ำหนักที่เราต้องแบกลดลงทันที 5 กิโลกรัม จงทำตัวให้เบาเข้าไว้
6 ตัวรถ ไม่ควรหนักเกิน10กิโลกรัมแต่ก็ไม่จำเป็นต้องเบาจนถึง 7กิโลกรัม (ถ้าคิดว่าจำเป็นให้ลองอ่านข้อ5)ไม่จำเป็นต้องเป็นเฟรมคาร์บอนด์ไฟเบอร์เพราะราคาสูงเกินไป รถที่ใช้เฟรมอะลูมีเนี่ยมอัลลอยด์ดีๆก็มีให้เลือมากมาย น้ำหนักรวมที่ไม่เกิน10กิโลกรัมถือว่าพอเหมาะต่อต่อการปั่นระยะไกลได้แล้ว
7 กำลังขาและการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ สำคัญกว่าทุกข้อที่กล่าวมาทั้งหมดหากกำลังขาดี ปอดแข็งแรง การจัดระบบการเปลี่ยนเกียร์และการหายใจดี ส่วนประกอบที่กล่าวมาทั้งหมดก็มีผลต่อการปั่นเพียงเล็กน้อย

 ตัวอย่างการประชาสัมพันธ์(รายการโฆษณา)ที่ค่อนข้างให้ผลดีกับผู้ขายแต่ทำให้ผู้ซื้อหมดตัวได้ง่ายๆ

2015 New Campagnolo BORA ULTRA : ของเข้ามาแล้วครับ ที่สุดของล้อเสือหมอบอันดับ 1 โลก หรือ BORA ขอบอ้วน เบามากๆ 1,160 กรัมเท่านั้น ขอบล้อล้อทรงแอโร่ตัวใหม่ กว้าง 24.2 มม.ที่ทำให้ลู่ลมกว่าเดิม ผิวขอบล้อเทคโนโลยี่ใหม่ 3DIAMANT™ ที่ทำให้ผ้าเบรคจับขอบล้อได้แนบแน่นขึ้นกว่าเดิมเพิ่มประสิทธิภาพให้การหยุดได้ดั่งใจ ดุมล้อมากับลูกปืนระบบ CULT™ ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Campagnolo ที่ไหลลื่นกว่าล้อทั่วไปถึง 9 เท่า ซี่ลวดระบบ 3G ที่ให้การถ่ายแรงกดไปยังขอบล้อได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยซับแรงสั่นสะเทือนจากผิวถนนได้ดีเยี่ยม พร้อมกับระบบถ่วงล้อแบบ DYNAMIC BALANCING ที่ทำให้ล้อเหวี่ยงตัวได้ดีขึ้น......ล้อ New BORA แบบ Tubular หรือยางฮาฟ มีมาให้เลือกทั้งขอบขนาด 35 มม.และขอบขนาด 50 มม. ดังต่อไปนี้
- BORA ULTRA 35 DARK ขอบสูง 35 มม. สีเทาดำ โม่ Campagnolo
- BORA ULTRA 35 DARK ขอบสูง 35 มม. สีเทาดำ โม่ Shimano 
- BORA ULTRA 50 DARK ขอบสูง 50 มม. สีเทาดำ โม่ Campagnolo
- BORA ULTRA 50 DARK ขอบสูง 50 มม. สีเทาดำ โม่ Shimano
- ราคาตั้งของล้อ BORA ULTRA อยู่ที่ 107,140.- บาท (สำหรับส่วนลดลองสอบถามร้านตัวแทนดูได้นะครับ)

   ข้อความที่เขียนมาทั้งหมด เป็นทัศนคติส่วนตัวที่คิดและสรุปด้วยตัวเองเท่านั้น จะเห็นพ้องด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน ความต้องการมีสังคมเฉพาะกลุ่มโดยการการลงทุนอัพเกรดรถตามที่ว่าก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคน ก็ลองพิจารณาดูว่าจะคุ้มค่าหรือเปล่าที่จะแลกอรรถรสกับการเจ็บตัวในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้


   การใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพพอสมควรบวกกับการฝึกซ้อมเป็นประจำเป็นหัวใจหลักของการขี่จักรยานให้สนุก การทำตามอย่างคนอื่นโดยไม่ใช้วิจารณญาณจะทำให้เดือดร้อนโดยใช่เหต วัตถุประสงค์หลักของการปั่นจักรยานคือการสร้างสันทนาการในเชิงการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและยังเป็นการสอดคล้องกับปรัชญาการอยู่ร่วมกันในคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง


วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ปั่นเพื่อแม่



   ช่วงนี้ฝนที่ภูเก็ตตกแทบทุกวัน อาจเป็นอุปสรรคต่อการปั่นจักรยานออกกำลังกายไปบ้าง แต่ก็เป็นการดีถ้าฝนมีมากพอที่จะตกแผ่ไปถึงภาคอื่นของประเทศที่แห้งแล้งไปทั่ว
  วันที่16สิงหาคม 2558นี้ จะไปร่วมกิจกรรมปั่นในรายการ " ปั่นเพื่อแม่ "อย่างแน่นอน เชื่อว่าหากมีการจัดการที่ดีพอ พื้นผิวจราจรบนถนนในภูเก็ตก็น่าจะเพียงพอในการรองรับจักรยานที่มีไม่ต่ำว่าหกพันคันที่เข้าร่วมปั่นครั้งนี้ งานนี้หากใครไม่ได้เข้าร่วมก็ถือเป็นการตกขบวนและพลาดโอกาสสำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตเลยที่เดียว



เกี่ยวกับคำแนะนำในการเตรียตัว
    เป็นคำแนะนำเบื้องต้นในการเตรียมความพร้อมของร่างกายสำหรับคนที่จะไปร่วมกิจจกรรม เพราะการร่วมกิจกรรมครั้งนี้คาดกันว่าจะเป็นการเข้าร่วมของคนจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา จึงเป็นไปได้ที่บางคนจะมีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม จึงต้องออกคำแนะนำมาเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการร่วมกิจกรรมครั้งนี้
    แน่นอนที่สุด เมื่อมีคนเข้าร้่วมมากก็ย่อมจะเกิดความแออัดเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ก็มีนักปั่นหนุ่มๆหลายคนที่แย้มมาว่า ในวันนั้นจะไม่นำจักรยานคู่กายออกมาใช้ปั่นเพราะเกรงจักรยานจะเสียหายจากการถูกเกี่ยวล้มระหว่างปั่น(แต่จะนำจักรยานพื้นฐานมาใช้แทน)

ขออนุญาตินำคำแนะนำการเตรียมความพร้อมสำหรับร่างกายและการปฏิบัติบำรุงรถจักรยานมาเผยแพร่ต่อนะครับ










                                    Link เส้นทางปั่น

      ภูเก็ต           http://123.242.171.10/poc/bikeformom/
  พังงา           http://fenicmoi.wix.com/bikeformom
 กระบี่           http://www.krabi.go.th/bikeformom/
 ตรัง              http://www.trang.go.th/bikeformom/
                                          นครศรีฯ        http://123.242.178.11/bikeformom/
        เชียงใหม่      http://www.chiangmai.go.th/bikeformom/
                                   พิษณุโลก     http://www.phitsanulok.go.th/bikeformom2015/index.html
                     นครราชสีมา  http://www.nakhonratchasima.go.th/bikeformom/
                                        พิจิตร            http://www.phichit.go.th/phichit/index.php/bikeformom2015
                              ปราจีนบุรี      http://www.prachinburi.go.th/bikeformom-prachinburi/
                            จันทบุรี          http://www.chanthaburi.go.th/bikeformom/about.html
            ฉะเชิงเทรา    http://www.chachoengsao.go.th/bike4mom/

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปั่นเดี่ยวชมทิวทัศน์

     ผมไม่ได้แตะเสือหมอบคู่ใจตั้งแต่เดือนพฤษภาคมมาแล้ว ระยะนี้ไม่มีโอกาสได้ไปปั่นทางไกล จึงใช้เสือภูเขาปั่นในระยะใกล้ๆวันละไม่เกิน 28 กิโลเมตร โดยการปั่นเสือภูเขาขึ้นเขารังเพื่อเอากำลังขาหนึ่งรอบ ต่อจากนั้นก็จะไปขี่รอบๆเกาะสิเหร่พอให้เหนื่อยเล่น แล้วแวะไปจุดชมวิวศิลาพันธ์ุตามธรรมเนียมก่อนจะไปจบที่สะพานหินถิ่นเก่า



ภาพถ่ายจากเขาโต๊ะแซะ มองเห็นเกาะยาวอยู่ไกลสุด


เจ้าพ่อแห่งเขาโต๊ะแซะ

จุดชมวิวศิลาพันธ์ุ



ดื่มน้ำสักอึก พอหายเหนื่อยแล้วค่อยปั่นต่อ

     ที่สะพานหิน :

    ระยะนี้กรมเจ้าท่ากำลังขุดลอกร่องน้ำตรงคลองกอจ๊าน มาที่นี่ทีไรก็ต้องแวะดูเรือแล้วถ่ายรูปเป็นที่ระลึกทุกครั้ง



สวนสาธารณสะพานหิน..วันนี้มากับ MTB



เรือขุดลอกร่องน้ำ ที่ปากคลองกอจ๊าน


     วันนี้ก็แวะมาที่นี่อีกวัน โดยเอาเสือหมอบไปขี่เป็นวันแรก ดูแล้วมันก็ยังเหนื่อยเหมือนเดิมไม่ต่างจากเสือภูเขาสักเท่าไร ต่างกันแต่ว่าวันนี้ไปแหลมพันวาไม่จำเจที่เกาะสิเหร่เช่นหลายๆวันที่ผ่านมา เหนื่อยตอนปั่นขึ้นเนินไทยซาร์โก้นิดหน่อยแต่ก็พอทนไหว ไปแวะถ่ายรูปที่ท่าเทียบเรือของกองเรือภาคที่3ก่อนกลับ


สะพานท่าเทียบเรือ อากาศกำลังดี


ดูอีกมุม



เรือสำรวจทางทะเล กรมทรัพยากรทางทะเล

   กลับจากท่าเทียบเรือ Navy pierก็มาแวะดูเรือขุดลอกร่องน้ำที่สะพานหินอีกครั้ง ได้เห็นเรือขุดลอกร่องน้ำกำลังทำงานอยู่พอดี

สวนสาธารณสะพานหิน..วันนี้มากับเสือหมอบ


เรือขุดลอกร่องน้ำกำลังทำงาน


เรือเหล็กของกรมเจ้าท่ากำลังพาลูกเรือไปขึ้นฝั่งที่อยู่ไม่ห่าง



พลบค่ำที่สะพานหิน(iso400)


ตกปลา..ยามเย็น อรรถรสอีกแบบของชีวิต




วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คุยเล่นๆกับจักรยานราคาหลักแสน

   
       ผมก็อดที่จะเผลอคล้อยตามความคิดด้านลบของตัวเองที่รู้สึกว่ารถที่เราปั่นมาตลอดเวลาเริ่มจะมีน้ำหนักมากขึ้นทุกวัน รถของคนอื่นดีกว่าของเรา..อะไรทำนองนี้...เข้าหลักย้ำคิดย้ำทำจนกลายเป็นกิเลสของการอยากอัพเกรดขึ้นมา บางคนก็แนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนล้อก่อนซิใช้ลูกปืนดีๆจะทำให้ความฝืดลดลงรถก็จะแล่นได้เบาขึ้น ผมคล้อยตามและสัมผัสได้ทันทีว่า รถที่เราปั่นอยู่ทุกวันมันหมือนกับเรากำลังขี่ไปพลางเบรคไปพลาง ตัดสินใจทันที วันนี้ต้องไปอัพเกรดล้อให้ได้่จึงไปถามหาในงานนิทัศนาการจักรยานแห่งหนึ่ง ก็ได้ความว่า วงล้อไฟเบอร์ดีๆลดราคาแล้วตกคู่ละ 45,000บาทเอง ผมจึงต้องขอถอยกรูดออกมาตั้งหลักก่อน





     ผมกัดฟันกรอด นึกโกรธตัวเองที่ไปถามราคาแบบไม่มีชั้นเชิงจนรู้สึกเสียศักดิ์ โมโหตัวเองไม่น้อยที่ไม่ถามกระเป๋าตัวเองก่อนไปสอบถามราคา แต่ก็ยังดีที่ยังเหลือศรีไว้ทำเฉไฉทำไปดูรถอีกคัน เป็นรถราคาระดับกลาง(เขาว่า) ราคาเบาๆแค่  255,500 ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก คิดเอาว่า วันนี้แค่ดูไว้เป็นทานตา รอวันมีปัญญา(ตังค์เหลือเฟือ)แล้วค่อยซื้อ แข่งจักรยานพอแข่งไหวแต่แข่งความเป็นจริงมันแข่งกันไม่ได้  ยังไงเรายังไม่เหมาะที่จะใช้อุปกรณ์และจักรยานราคาขนาดนั้นอยู่ดี




                           

    เพราะน้ำหนักที่ลดลงแต่ละ100กรัม มีมูลค่าการลดน้ำหนักถึง 10,000 บาท ดังนั้นโดยตรรกแล้ว ถ้าผมจะใช้จักรยานที่เบาลงกว่าเดิม 1 กิโลกรัม ผมก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการลดน้ำหนักถึง 100,000 บาท เมื่อผมยอมจ่ายไปหนึ่งแสนแล้วผมก็จะได้จักรยานคันเดิมที่ปั่นได้เบาขึ้นเพื่อจะไปปั่นทางไกลได้สนุกขึ้นและเหนื่อยน้อยลง

     แต่ไม่ว่าจะลดน้ำหนักจนรถเบาแค่ไหน น้ำหนักรถประจำตัวของผมจะหนักเกินพิกัด 1 กิโลกรัมอยู่เสมอเพราะผมจะต้องพกน้ำติดรถไม่ต่ำกว่า 1 ลิตรในการปั่นแต่ละทริป หมายความว่า มูลค่าน้ำของผม มีค่าขนส่งตกลิตรละ 100,000 บาท ตี๊ต่างว่าผมเป็นคนฉลาดเฉียบแหลม ผมเลยเปลี่ยนขนาดกะติกให้เหลือ 500ซีซี ก็จะเสียค่าแบกน้ำหนักคิดเป็นมูลค่าเงินแค่ 50,000 บาทแทน แต่พอคิดไปคิดมา 50,000ก็ยังเป็นค่าแบกที่ยังแพงอยู่ดี ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ในเมื่อลงทุนตั้งแสนในการลดน้ำหนักรถลง1กิโลแล้ว ก็อย่าไปเพิ่มน้ำหนักรถจากการพกน้ำ 1 ลิตร อีกเลย ไปขอเขากินเอาข้างหน้าแล้วกัน


โฆาณาให้ฟรีครับ


   ก็นานาจิตตังแล้วแต่จะคิดละกันครับ ลองไปดูคอมเมนต์ในเว็ปพันธ์ทิพย์เกี่ยวกับจักรยานราคาแสนกันดูบ้าง


ความคิดเห็นที่ 26
จักรยาน 2-3 แสนถ้าได้ใช้บ่อย ไม่ใช่ค่าจักรยานหรอกครับ เป็นค่่าสุขภาพกายและสุขภาพใจมากกว่า คุ้มค่ามากๆครับ ถ้าไม่ได้ใช้ 2-3 พัน ก็แค่นั้น
จากคุณ: keng_zebra 



ความคิดเห็นที่ 35 ติดต่อทีมงาน
หลังๆมันจะกลายเป็นห้องอวดอุปกรณ์ราคาจักรยานละ

ถามว่าโง่ไหมไม่โง่ครับ แต่ถ้าจะให้รถเบาขึ้น 1 โลด้วยเงิน 1 แสน ผมว่าลดน้ำำหนักตัวเองดีกว่า


จากคุณ: ร้อยความเห็น
เขียนเมื่อ: 24 เม.ย. 54 08:17:11 A:124.121.59.67 X: TicketID:306875



ความคิดเห็นที่ 52
คันนี้รถ vintage ราคาซื้อ 8000 บาท หนักประมาณ 12 กก ปั่นซ้อมได้ แต่ให้ปั่นเป็นวัน ไม่มัน เหนื่อยมากๆ เกิน จะให้เอาไปอยุธยา ถ้ามีคันเดียวผมก็เอาไปได้ครับ

ใครบอกว่า ลด นน. ตัวเองดีกว่า คือคนที่ไม่ใช่นักปั่นจริง จักรยานเบามันมีคุณค่าในการปั่นสนุกกว่าครับ






   มาคิดอีกทีก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 35 ผมเองก็น้ำหนัก 73 กิโล ถ้าผมลดเหลือ 70 หายไป 3 กิโลก็คิดมูลค่าน้ำหนักที่ลดลงก็เท่ากับ 300,000บาท ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอลดน้ำหนักตัวเอง 3กิโลดีกว่า การลด 3กิโลจะทำให้รถต้องแบกน้ำหนักเบาลง 3 กิโล เมื่อเทียบเป็นมูลค่าน้ำหนักรถที่ลดลงก็เท่ากับ 300,000 บาท งั้นผมขอเลือกแบบนี้ไปพลางๆน่าจะเป็นการประหยัดเงินโดยไม่ต้องไปทำอะไรกับรถ ส่วนความเห็นที่ 52ผมก็คิดเอาว่า เออ...ถ้าจะจริงเหมือนกันแฮะ!เพราะที่ผมปั่นทุกวันนี้กว่าจะครบ70กิโล ผมแทบจะกระอักโลหิตออกมาเป็นน้ำก๊อกไปเลย.



วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ก่อนจะถึง "ฝนแรก" ที่ภูเก็ต

     ด้วยความที่อยากได้ชื่อว่าเป็นนักปั่นก็ต้องคุยไว้ก่อนว่าไม่กลัวแดดไม่เกรงฝน แดดจะต้องไม่ใช่ปัญหาของปั่นโดยเฉพาะที่ภูเก็ตที่ทั้งปีจะมีฝนแค่สี่แต่มีแดดเสียแปด(ตรงข้ามกับระนองที่เป็นเมืองฝนแปดแดดสี่) แม้แดดที่ภูเก็ตดูเหมือนจะแรงแต่ก็ไม่ร้อนอ้าวแบบแดดที่อื่น ความเป็นเกาะทำให้มีลมทะเลพัดปะทะหน้าตลอดเวลา แม้จะเสียเหงื่อมากแต่นักปั่นระยะกลาง(ต่ำกว่า100กิโล)ก็ไม่รู้สึกร้อนจนทนไม่ไหว

   นักปั่นหลายคนนิยมออกปั่นตอนสายๆ ก็จะระวังไม่ให้แดดสัมผัสผิวโดยตรงโดยเฉพาะสาวๆนักปั่นทั้งหลายจะสรวมปลอกแขนคลุมถึงข้อมือ ใส่ถุงมือขณะปั่นกันทุกคน บางคนมีผ้าคลุมหน้าปิดปากปิดจมูกพร้อมกับมีแว่นกันแดดเก๋ๆหลากสีกันแทบทุกนางและในช่วงสุดสัปดาห์ นักปั่นที่มีสังกัด(มีก๊วน)ส่วนใหญ่จะออกทริปปั่นระยะกลาง(ต่ำกว่า100กิโล-ไปกลับ)กันตั้งแต่เช้ามืด ทุกคนให้ความเห็นว่ามันอันตรายเกินไปที่จะปั่นตอนกลางคืน    

    แม้จะไม่บ่อยนักแต่ก็เคยพบนักปั่นทางไกลปั่นตอนกลางคืนอยู่หลายครั้ง นักปั่นกลุ่มนี้ให้ความเห็นว่า การปั่นกลางคืนมีความปลอดภัยมากกว่าปั่นตอนกลางวัน ด้วยการจราจรบนถนนไม่หนาแน่นเท่าตอนกลางวัน นอกจากนี้ การปั่นตอนกลางวันอากาศโดยทั่วไปจะร้อน ทำให้เปลืองพลังงาน เหนื่อยและมีอาการเพลียแดด ทำระยะทางแต่ละวันได้น้อยกว่าการปั่นตอนกลางคืน

     มีนักปั่นทางไกลคนหนึ่ง(ที่เรียกตัวเองว่านายกระจอก)ใช้เวลาเกือบครึ่งเดือนปั่นจากกรุงเทพมาถึงภูเก็ต  มีบางวันที่นายกระจอกต้องทำระยะทางเกิน 130 กิโลเพื่อให้ถึงที่หมายตามแผนซึ่งระยะทางดังกล่าวจะทำได้ก็ต้องรวมกับระยะทางปั่นตอนกลางคืนเข้าไปด้วย ผมเห็นด้วยกับความคิดนี้และคิดว่าสักวันถ้ามีโอกาสได้ปั่นทางไกลผมจะปั่นตอนกลางคืนแล้วจะพักตอนกลางวัน จะไม่ยอมปั่นกลางแสงแดดทั้งวันอย่างแน่นอน หลายคนต่างให้ความเห็นโต้แย้งเชิงถากถางว่า ผมชอบฝันกลางแดดและผมก็ยอมรับเพราะแม้จะเป็นการสวนกระแสกับความคิดของคนส่วนใหญ่ แต่การปั่นตอนกลางคืนตอนอากาศเย็นสบาย ต้องดีกว่าการปั่นกลางวันท่ามกลางแดดร้อนเป็นไหนๆ แม้ผมจะไม่ค่อยกลัวแดด(ตามอย่างคนอื่น)แต่ผมก็ไม่อยากเป็นลมแดดเพราะแดดร้อน ผมอายเด็ก

       แต่แล้วผมก็พบปัญหาจากการปั่นกลางคืนเข้าจนได้

   ตอนช่วงสงกรานต์ ปี 2558 ผมมีเวลาว่างอยู่5วัน ไม่มีแผนจะไปเที่ยวที่ไหนจึงวางแผนจะปั่นระยะทางต่ำกว่า100กิโลแบบเที่ยวเดียวจากหาดท่าไทรฝั่งพังงากลับมาภูเก็ต ในระยะทาง 68-70 กิโลเมตรซึ่งถ้าหากปั่นแบบสบายๆจะใช้เวลาปั่นประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง(ไม่รวมเวลาพัก)ซึ่งผมเห็นแล้วว่าไม่เป็นปัญหากับผมอย่างแน่นอน

    วันนั้น(12 เมษายน2558) ได้นำจักรยานสองคันใส่ท้ายกะบะไปที่ท่าไทร คิดว่าจะปั่นจากที่นั้นกลับมาภูเก็ต โดยออกตัวจากหาดท่าไทรไม่เกิน 15:00 น. มีกำหนดกลับถึงภูเก็ตประมาณ1ทุ่ม  แต่ฝนก่อนฤดูได้ตกตอนบ่ายสามโมงพอดี ทำให้แผนที่วางเอาไว้ต้องเลื่อนออกไป กว่าฝนจะหยุดตกก็ประมาณ 5 โมงเย็นไปแล้วทำให้การออกจากจุดออกตัวต้องล่าช้ากว่าแผนไปสองชั่วโมง


     กว่าจะออกจากท่าไทรก็เลย 5โมงเย็นไปแล้ว รู้ล่วงหน้าแล้วว่าผิดเวลาไปมากและจะมีปัญหากับการจราจรตอนเข้าเมืองภูเก็ตอย่างแน่นอน อันตรายจะมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้ตัวเมืองภูเก็ตหลังจากเวลา 1 ทุ่มไปแล้ว

   การออกตัวสาย ทำให้ต้องปั่นเร็วตั้งแต่เริ่มเพื่อไม่ให้ติดค่ำตั้งแต่ฝั่งพังงา การปั่นเร็วทำให้เหนื่อยมากกว่าปรกติและเสียพลังงานไปมาก ต้องแวะพักเหนื่อยดื่มน้ำเกลือแร่ที่โคกกลอยพร้อมกับเติมลมยางไว้ต้อนรับระยะทางอีก 52กิโลเมตรข้างหน้า พักกันพอหายเหนื่อยก็ออกเดินทางต่อทันที ใชเวลาไม่ถึง20นาทีก็มาถึงสะพานสารสินไหนๆมันก็สายจนผิดแผนไปแล้วก็เลยถือโอกาสแวะพักที่จุดชมวิวสารสินเสียหน่อย 

     การมาถึงสารสินหลัง 6 โมงเย็นไปแล้วทำให้การปั่นทริปนี้ส่อแววว่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน บนจุดชมวิวไม่มีจักรยานอยู่แม้แต่คันเดียว โดยทั่วไปจักรยานที่จะเข้าเมืองภูเก็ตจะต้องออกจากสารสินไม่เกิน 16.30 น.เป็นอย่างช้า 

    วันนั้นท้องฟ้าหลังหกโมงเย็นกำลังโปร่งสบายกับแสงสุดท้ายของวัน มีนักท่องเที่ยวอยู่บนจุดชมวิวสารสินอย่างหนาตา มีหลายคนเข้ามาทักทายและถามว่าจะไปไหน เมื่อทราบว่าเราจะไปภูเก็ตเขาก็ทักท้วงว่าทำไมจะเข้าภูเก็ตในช่วงเวลานี้ 

    ก็จริงอย่างที่ว่า ระยะทางที่รออยู่ข้างหน้าอีก43กิโลเมตรแม้จะไม่ใช่ปัญหาเรื่องกำลัง แต่การปั่นกลางคืนบนถนนที่มีการจราจรคับคั่งในช่วงเวลานี้จะอันตรายมาก จากการคำนวณเวลาอย่างหยาบๆ ถ้าปั่นด้วยความเร็วคงที่ 20-25 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างระมัดระวัง เราก็จะถึงภูเก็ตประมาณ 3 ทุ่มเป็นอย่างช้า เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วก็ตัดความกังวลเรื่องเวลาออกไปทันที ถือเป็นการปั่นกลางคืนเป็นครั้งแรกก็แล้วกัน

     หลังจากพักที่จุดชมวิวสารสินประมาณ 20 นาทีจนหายเหนื่อยแล้ว ก็บึ่งเข้าภูเก็ตกันตอนฟ้าเริ่มมืด มีการสับเปลี่ยนรถกัน ผมหันมาขี่เสือภูเขาให้เพื่อนร่วมทางขี่เสือหมอบแทน เสื่อภูเขาได้ออกนำก่อน 5 นาทีเพราะนอกจากเสือภูเขาจะเสียเปรียบเรื่องน้ำหนักรถและความเร็วแล้ว คนปั่นเสือหมอบยังได้เปรียบเรื่องวัยชนิดที่ไม่รู้จะเปรียบเทียบกันยังไง

    วันนั้นมีรถจากต่างจังหวัดเข้าภูเก็ตค่อนข้างหนาตาเป็นพิเศษ มีรถติดตรงด่านตรวจยาวกว่า2กิโลเมตร แต่จักรยานใช้พื้นที่ผิวจราจรไม่มากจึงแทรกช่องว่างไปได้สบาย  เสือหมอบตามมาทันตรงด่านตรวจพอดีแต่ก็ผ่อนความเร็วลงให้เสือภูเขาปั่นล่วงหน้าไปก่อนอีกครั้ง

      เหงื่อที่กำลังซึมออกมาเล็กน้อยกับอากาศเย็นๆตอนพลบค่ำ ทำให้ปั่นสบาย การใช้จานหน้ากลาง จานหลังระดับ 6-7 สามารถทำความเร็วแบบยืนระยะได้เฉลี่ย 27-32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดเส้นทางมีช่วงขึ้นเนินยาวๆแค่ช่วงเดียว ซึ่งความเร็วก็ลดลงไปบ้างตามกฏของความโน้มถ่วง แต่พอลงลงเนินอีกด้านของเนิน500(ชาวบ้านเรียกแบบนี้) ก็ได้ถือโอกาสผ่อนพักขาปล่อยให้รถไหลไปตามแรงกราวิตี้จนเสือหมอบปั่นตามมาเกือบทันในระยะห่างประมาณ100เมตร ตระหนักดีว่าอีกไม่เกิน 1 กิโล เสือภูเขาคงหมดแรงต้องปล่อยให้เสือหมอบปั่นแซงไปอย่างแน่นอน

       ดูเหมือนเสือหมอบจะยอมออมมือไม่แซงเป็นการไว้หน้าผู้สูงวัยกว่า เสือภูเขาก็เลยได้ใจปั่นต่อโดยไม่ยอมลดความเร็ว จนมาถึงจุดนัดพบที่สถานีบริการน้ำมันเชลล์ตรงทางแยกเข้าสนามบิน(เส้นเก่า)ตรงบ้านหมากปรก

      เสือภูเขามาถึงจุดนัดพบก่อนเสือหมอบแต่ก็หอบเหนื่อยจนหายใจแทบไม่ทัน น้ำในกระติกยังเหลืออีกค่อนครึ่ง แต่ก็ขยักไว้ดื่มระหว่างทางก่อนจะถึงจุดพักข้างหน้า ระหว่างจอดคอยก็ถือโอกาสพักปอดพักขา คิดว่าจะกระเซ้าเสือหมอบสักหน่อยว่าทำไมเสือหมอบจึงไม่ยอมวิ่ง เอาแต่หมอบแล้วเมื่อไรจะถึงภูเก็ต 

     พักแค่ 5 นาทีก็หายเหนื่อยพร้อมจะไปต่อแต่เสือหมอบเจ้าปัญหายังมาไม่ถึง สงสัยว่าทำไมเสือหมอบยังมาไม่ถึงจุดนัดพบเสียที เกิดอะไรขึ้น หรือว่าเสือหมอบปั่นเลยจุดนัดพบไปแล้ว ฯลฯ และ ฯลฯ ประดังเข้ามาในหัว

     คอยอยู่สักพักใหญ่ก็เริ่มจะวิตกทนรอต่อไปไม่ไหว ต้องทำอะไรสักอย่าง เวลาช้าขนาดนี้ต้องเกิดเหตุอะไรสักอย่างเป็นแน่ รถอาจจะมีปัญหายางรั่วหรือไฟหน้าไม่ติดหรือคนปั่นเป็นตะคริวปั่นต่อไม่ไหว เมื่อไฟท้ายเสือภูเขายังกระพริบอยู่ก็ไม่รู้จะรอไปทำไม จับรถขี่ย้อนศรกลับเส้นทางเดิมไปตามหาทันที คิดในทางที่ดีว่า รถอาจจะยางรั่วอยู่ข้างหน้าไม่ไกล   แต่กิโลแล้วกิโลเล่าที่ขาต้องปั่น ตาก็ต้องคอยสังเกตุรถที่แล่นสวนมา มีรถสวนมาหลายคัน ทำใหารู้ทันทีว่าการปั่นกลางคืนมีอันตรายทุกย่างก้าว ไฟหน้ารถที่สวนมาส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่กว่าไฟจักรยาน เลยกิโลที่4ไปแล้วรถแล่นสวนมาด้วยความเร็วไม่ขาดสาย ต้องแอบข้างขอบทางตลอด มองยังไงก็ยังไม่เห็นเสือหมอบปั่นสวนมาสักที

    ยิ่งกังวลมากเท่าไดเท้าก็ยิ่งปั่นหนักและเร็วขึ้นอย่างลืมเหนื่อยเท่านั้น เมื่อคำนวณระยะทางตามพิกัดของจุดที่แยกทางกันครั้งสุดท้ายแล้วรัศมีไม่น่าจะเกิน 10 กิโล ถ้าเกิน 10 กิโลแล้วยังหาไม่พบจะทำยังไง แล้ว ความคิดด้านลบเริ่มมาสะกิดสีข้างว่าปั่นมาร่วม5 กิโลแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบ เริ่มจะเห็นว่าการปั่นกลางวันท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆแม้จะร้อนแต่มันก็ปลอดภัยกว่าการปั่นกลางคืนเป็นไหนๆ ไม่ต้องมาลำบากเหมือนตอนนี้ ..อ้าว.. ก็ไหนบอกว่าปั่นกลางคืนสบายกว่าทำไมตอนนี้มากลับข้างกันเสียแล้ว..แต่ผมคงไม่มีเวลาไปโต้เถียงกับเจ้ามโนสำนึกเหลวไหลที่มักจะคอยซ้ำเติมจนผมรู้สึกแย่อยู่เสมอ 
    
       การปั่นกลางคืนครั้งนี้เป็นทริปแรกและเป็นระยะทางสั้นๆสำหรับผม โชคเข้าข้างที่ไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นในทริปนี้ ผมเห็นเด็กหนุ่มยืนอยู่ริมถนนข้างหน้าไม่ไกลภายใต้เงาแสงไฟที่ค่อนข้างสลัว มีเจ้าเสือหมอบคันแสบจอดสงบอยู่ข้างๆ เขากำลังคอยให้ผมกลับไปกู้ภัยอย่างใจเย็นและเชื่อมั่นว่าผมต้องกลับมารับเขา โทรศัพท์เขาก็ไม่พกติดตัว หมวกกันน็อคก็ไม่ใส่ ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีอะไรเลย ช่างบังเอิญและโชคดีที่ยางเสือหมอบมารั่วในเขตชุมชน มีแสงสว่างพอให้เป็นที่สังเกตุเห็น ผมโล่งใจเหมือนยกภูเขาลูกย่อมๆออกจากอก ไม่ต้องถามอะไรกันมากเพราะความปลอดภัยคือคำตอบ มันเป็นทั้งรางวัลและบทเรียนเพียงพอสำหรับการปั่นกลางคืนทริปนี้

    การมีอุปกรณ์ปะยางและเครื่องสูบลมอยู่พร้อม ทำให้ปัญหาที่ดูเหมือนใหญ่กลายเป็นปัญหาเล็ก ผมลงมือปะยางโดยมีนักปั่นเสือหมอบเจ้าปัญหาคอยส่องไฟให้ มันแล้วเสร็จในเวลาแค่ยี่สิบนาที เรากล่าวขอบคุณเจ้าของบ้านที่เอื้อเฟื้อสถานที่และให้ความช่วยเหลือด้วยดีก่อนปั่นกลับไปยังจุดนัดพบด้วยกัน ทั้งเสือภูเขาทั้งเสือหมอบต่างสิ้นลายเสือเพราะความเหนื่อยและล้าด้วยกันทั้งคู่  ผมตกผลึกในความคิดทันทีว่าการปั่นจักรยานคนเดียวตอนกลางคืนนอกจากจะเหงาแล้วยังอันตรายมากอีกด้วย

    การปั่นทริปนี้จบลงที่40กิโลส่วนผมที่ต้องเป็นหน่วยกู้ภัยจำเป็นก็จบทริปที่50กิโล ถือว่าทริปนี้จบไม่สมบูรณ์ ก็ต้องว่ากันใหม่อีกครั้ง จะเมื่อไรที่ไหนก็ต้องไม่ใช่การปั่นตอนกลางคืนอีกแล้วเพราะอุปสรรคมันมากเกินกว่าที่คิดไว้ มีทางเลือกทางเดียวสำหรับผมคือยอมรับความจริงว่าผมยังมีความสามารถแค่ปั่นตอนกลางวันเท่านั้น  ต้องเลิกคิดเองแบบฝันกลางแดด หันมาหาความจริงกับทริปกลางวันใหม่ๆทั้งระยะกลางและระยะไกลที่รอให้ไปปั่นอีกมากไม่เห็นว่าจะมีความจำเป็นต้องมาปั่นตอนกลางคืนเลย แต่ปีนี้ฤดูการปั่นทริปทางไกลใกล้จะหมดลงแล้ว ฝนแรกน่าจะมาถึงภูเก็ตตอนกลางพฤษภาคมที่จะถึงนี้ คงจะมีโอกาสได้ปั่นระยะใกล้ๆในเกาะ ฝนภูเก็ตไม่ว่าฝนแรกหรือฝนไหนมันจะตกโดยไม่บอกกล่าวเสมอ...สมกับที่เป็นเกาะจริงๆ

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ท่าไทร One way ticket

     อีกครั้งกับทริปภูเก็ต-ท่าไทร จากทริปที่แล้วจากท่าไทรมาภูเก็ตจบแบบไม่สมบูรณ์ วันนี้ต้องแก้ตัวกันใหม่เป็นการปั่นกลางวันแบบไม่กลัวแดด ต้องตื่นแต่เช้ามืด แต่เผลอนอนตื่นสายเกือบตี 5เข้าไปแล้วท้องฟ้าที่อึมครึมเหมือนฝนจะตกทำให้แผนการเดินทางไปท่าไทรต้องปรับเปลี่ยนไปตามสมควร เรามีเวลาทำธุระส่วนตัวแค่ 30 นาทีก่อนจะออกจากบ้านได้ตอนตีห้าครึ่ง

  ในเช้ามืดของวันที่ 2พฤษภาคม 2558 ดูจะไม่เหมาะกับการปั่นทริปต่ำกว่า100กิโลครั้งนี้เลย  ฝนตั้งเค้าจะตกจนแผนเกือบถูกล้มเลิก แต่ก็ยังฝืนออกจากบ้านไปตามเส้นทางถนนเทพกระษัตตรีย์เพราะเผื่อเอาไว้ว่าถ้าฝนเทหนักกว่านี้จะระงับทริปนี้ทันที แต่เมื่อดั้นด้นปั่นมาจนถึงบ้านสะปำ ฝนก็ยังไม่ตกให้เป็นเรื่องเป็นราวเพื่อให้เป็นเหตุการระงับทริปนี้เสียที


     ความเร็วช่วงเริ่มต้น เสือภูเขาเทียบเสือหมอบไม่ได้ตามเคย ปั่นตามกันมาจนเกือบถึงอนุสาวรีย์ท้าวเทพฯ(ระยะทาง 11 กิโลเมตร)ระบบหายใจของคนขี่เสือภูเขายังไม่เข้าที่ดีนัก ประกอบกับปั่นกันแค่สองคัน เมื่อคันหน้าปั่นเร็วคันหลังก็เลยต้องปั่นไล่ เสือภูเขาเสียเปรียบทั้งเรื่องของวัยและน้ำหนักรถจึงถูกเสือหมอบทิ้งห่างจนแทบมองไม่เห็นหลัง 


    มาถึงอนุสาวรีย์ ฝนเริ่มสาดเม็ดหนักขึ้น ต้องแวะพักฝนที่ศาลาที่พักผู้โดยสาร เป็นการปรับระยะห่างระหว่างเสือหมอบกับเสือภูเขาอีกครั้งและถืิโอกาสพักเหนื่อยไปในตัว ระยะทางเกือบ 60 กิโลที่อยู่ข้างหน้าคือปัญหาร่วมให้ขบคิดว่าจะขี่ฝ่าฝนไปได้อย่างไร 


     เมื่อฝนเริ่มซาเม็ดก็ออกเดินทางต่อ เสือหมอบคู่หนึ่งปั่นเลยหน้าไปด้วยควาเร็วสูงโดยไม่สนใจฝนข้างหน้า เราก็ปั่นตามหลังไปแบบเกือบจะสิ้นหวังกับฝนผิดฤดูครั้งนี้ แต่ฝนก็ซาเม็ดลงจนระยะทางในการปั่นเพิ่มขึ้นจนยากที่จะตัดสินใจล้มเลิก


    มาถึงบ้านลิพอน ฝนลงเม็ดเบาๆ(ตกปรอยๆ)อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เป็นอุปสรรคในการปั่นมากนักจนเมื่อมาถึงถลางตอน 6โมง 15 นาที ฝนก็เริ่มตกหนักขึ้นจนต้องพักฝนกันอีกรอบจึงถือโอกาสกินข้าวเช้าระหว่างพักฝนที่นั่นเสียเลย

  ในวันนั้นลูกค้ารายแรกของร้านจึงเป็นนักปั่นสองวัย แม้จะยังไม่หิวแต่ข้างหน้าคงไม่มีอะไรให้กินก็เลยต้องกินตามหน้าที่ เราใช้เวลากินข้าวร่วม 30นาที ฝนจึงเริ่มซาเม็ด การปั่นระยะที่สองจึงเริ่มต้นอีกครั้งด้วยท้องที่อิ่มและกำลังที่ฟื้นตัว ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างจนสามารถปั่นโดยไม่ต้องใช้ไฟส่องทาง 


     เสือหมอบปั่นออกหน้่าไปก่อน เสือภูเขาก็ต้องปั่นไล่กวดตามหลังอย่างไม่หยุดยั้ง ฝนหยุดตกแล้วแต่น้ำจากฝนที่ยังค้างเจิ่งบนผิวถนนกลับเป็นปัญหาตอนปั่น ด้วยล้อแบบเสือภูเขาและไม่มีการ์ดกันโคลน ล้อหน้าจึงตะหวัดน้ำเข้าใส่หน้าขณะปั่นทำให้ไม่สามารถทำความเร็วได้ แต่เมื่อเลยบ้านเมืองใหม่มาแล้วถนนก็เริ่มแห้ง การเพิ่มความเร็วจึงทำได้มากขึ้น

    เมื่อระยะทางปั่นเกิน 25 กิโลเมตรไปแล้ว ระบบการหายใจก็เริ่มเข้าที่ เสือภูเขาสามารถปั่นความเร็วคงที่ที่ความเร็วสูงได้ดีขึ้น เริ่มกวดเสือหมอบจนทัน ทั้งคู่ต่างปั่นเกาะกันมาที่ความเร็วประมาณ 30-32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การปั่นยืนระยะที่ความเร็วขนาดนี้ไม่มีปัญหากับระบบการหายใจสำหรับคนที่ปั่นเป็นประจำ    

    แม้จะรู้สึกเหนื่อยแต่ทั้งคู่ปั่นต่อไปโดยไม่พัก ขณะปั่นผ่านบ้านบางดุกก็ได้เห็นแสงอาทิตย์แรกของวัน นับเป็นการได้ใกล้ชิดธรรมชาติที่ีสัมผัสได้โดยตรง อากาศสดชื่นท่ามกลางแสงแดดยามเช้าทำให้รู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่าง Sun rise กับ Sun set ขึ้นมาโดยทันที มันต่างกันในความรู้สึกจริงๆ 


    คนปั่นเสือหมอบเป็นคนหนุ่มที่เคยปั่นหนักมาก่อนแต่ด้วยภาระกิจการงานที่กรุงเทพฯทำให้ไม่ได้ฝึกซ้อมเป็นประจำจึงมีปัญหาในการยืนระยะที่ความเร็วระดับนี้ เสือหมอบจึงถูกเสือภูเขากวดติดอยู่ข้างหลังอย่างไม่ห่าง เมื่อมาถึงบ้านคอเอนก็ได้พบกับนักปั่นผู้สูงวัยอีกคนปั่นเสือภูเขา Merida mate ด้วยความเร็วเท่าๆกับเรา เราจึงได้เพื่อนร่วมทางเพิ่มอีกหนึ่ง

   หลังจากได้ได้ทักทายบนหลังอานกันตามมารยาททั้งสามคันก็ได้ปั่นเกาะกลุ่มกันไป คนสูงวัยเร่งความเร็วขึ้นไปถึง 35 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้ทั้งเสือภูเขาและเสือหมอบจำต้องเร่งความเร็วตาม เมื่อเราต่างเร่งความเร็วเกินกว่า 32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสือหมอบก็เริ่มถูกทิ้งห่างอยู่ข้างหลังหลายสิบเมตรทันที


      เสือภูเขาทั้งสองคันปั่นที่ความเร็วคงที่ระดับนี้ไปประมาณ 5 กิโลเมตร สังเกตุเห็นว่าตอนปั่นลงเนินพร้อมๆกัน ผู้สูงวัยที่ใช้เสือภูเขาจะพักขาผ่อนแรงได้ ส่วน Trex 4300ต้องเติมแรงปั่นตลอดเพื่อจะเกาะหลังให้ทัน ทั้งคู่ปั่นไปด้วยกันจนถึงด่านตรวจภูเก็ต Trex 4300 ก็ยอมปล่อยให้ Merida ปั่นล่วงหน้าไปก่อนเพื่อคอยเสือหมอบที่ตามมาข้างหลัง 






      

   จอดพักเหนื่อยที่ด่านตรวจฯประมาณ 10 นาที ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจุดชมวิวสารสินในอีก 5 นาทีต่อมา มีนักปั่นคู่หนึ่งปั่นขึ้นสะพานข้ามไปฝั่งพังงา อีกคู่หนึ่งพักเหนื่อยอยู่บนจุดชมวิว คู่ที่อยู่บนจุดชมวิวปั่นมาจากบ้านลิพอนและมีแผนจะไปปั่นในรายการของโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาคืนนี้ คุยแลกเปลี่ยนประสพการประมาณ 10 นาทีและถ่ายรูปร่วมกันก่อนจะกล่าวคำอำลาแยกย้ายกันไป เรามุ่งไปพังงาส่วนคนหนุ่มคู่นั้นกลับภูเก็ตทันที 




หมอบMerida กำลังปั่นข้ามสะพานไปฝั่งพังงา




Welcome to Phang- nga

ถึงบ้านต้นแซะ(ทีคนไม่รู้จัก)

    เสือภูเขาออกตัวก่อนตามเคย รีบปั่นเร็วเพื่อหนีการไล่ตามของเสือหมอบจนมาถึงบ้านต้นแซะจึงจอดใต้ต้นไม้เก่าที่เหลือเพียงไม่กี่ต้น พร้อมกับถือโอกาสถ่ายรูปเป็นการพักหนื่อยไปในตัว

  บ้านต้นแซะเป็นชุมชนเล็กๆอยู่ริมถนนสาย402ห่างจากบ้านท่านุ่นประมาณ 3 กิโลเมตร เหตุที่ชื่อต้นแซะ ก็เพราะในอดีตมีต้นไม้ที่ชื่อต้นแซะขึ้นอยู้บริเวณนี้อยู่มาก ต้นแซะเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่อายุนับร้อยปี แต่ต้นแซะริมถนนหลวงเส้นนี้ ถูกตัดโค่นจนเหลือแค่ 13 ต้นพอให้ได้เห็นเป็นตำนานของป่าแซะริมถนนสายใต้ฝั่งทะเลตะวันตก    



Kant ปั่นตามมาถึงต้นแซะอย่างไม่ลดละ

    หลังจากพักหนื่อยใต้ร่มต้นแซะประมาณ 10 นาทีก็จะปั่นต่อไปที่โคกกลอย น้ำเกือบจะหมดกระติกแล้ว ก็ต้องไปเติมกันที่โคกกลอย


ต้นแซะ ริมถนนที่บ้านต้นแซะ

17 กิโลสุดท้าย

   แวะพักที่เซเว่นอีเลเว่นโคกกลอย กินทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่ว่าข้าวกระเพรา แซนด์วิชสารพัดแบบที่นำเสนอและทีขาดไม่ได้คือซาละเปาไส้หมูแดง เป็นการกินชดเชยพลังงานทีถูกเผาผลาญไประหว่างทาง




Kant กำลังกินไปพลางยืดขาไปพลางแบบหมดสภาพที่โคกกลอย

       หลังจากพักเหนื่อยและกินอาหารที่โคกกลอยประมาณ30นาที ก็ออกเดินทางต่อทันที การเดินทางช่วงสุดท้ายเป็นเส้นทางเรียบชายทะเล ตั้งแต่ชายทะเลนาใต้ ผ่านมายัง หาดบนไร่ 



ถนนเส้นสวยที่นาใต้ โคกกลอย

     เหลืออีกแค่ 8 กิโลเราจะถึงจุดหมายแล้ว จึงแวะพักเหนื่อยและถ่ายรูป วิวชายทะเล



บรรยากาศริมทะเลระหว่างเส้นทางท่าไทร ถ่ายขณะปั่นจักรยาน


   

Kant แวะถ่ายรูป
    หลังจากพักเหนื่อยพอสมควร(หลายนาที) ก็ปั่นระยะ 8กิโลเมตรที่เหลือจนถึงที่หมาย ทั้งเสือหมอบและเสือภูเขาต่างก็อยู่ในสภาพอิดโรยด้วยกันทั้งคู่ ทั้งคู่ปั่นมาจากภูเก็ตเป็นระยะทั้งสิ้น 70 กิโลเมตร รวมเวลาปั่นจริง(ไม่รวมเวลาพัก) 3 ชั่วโมง 30 นาที การปั่นไล่กันมาตลอดทาง ทำให้เหนื่อยจนไม่คิดจะปั่นกลับภูเก็ต ไม่อยากทำอะไรต่อ อยากจะนอนยืดขา นอนหลับสักตื่นหรืออาบน้ำเย็นๆให้ชื่นใจ มากกว่า

   หาดท่าไทรทุกวันนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้นเพราะนอกจากจะเป็นหาดที่เงียบสงบสวยงามแล้ว ทุกวันนี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดท่าไทร ซึ่งเป็นวัดธรรมยุติในสายของหลวงปู่เทสก์ สภาพของวัดสะอาดเป็นระเบียบ อาคารสร้างด้วยวัสดุเรียบง่ายแต่เด่นสง่าด้วยโบสถ์ไม้สักรูปแบบสมัยใหม่ที่มีเสาเป็นไม้ทั้งต้น ปัจจุบันวัดท่าไทรมีไฟฟ้าเข้าถึง มีพระสงฆ์นิกายธรรมยุติพำนักอยู่ไม่กี่รูป จัดเป็นวัดที่เงียบสงบแม้จะอยู่ห่างไกลจากชุมชนไปบ้างแต่ก็น่ามาทำบุญที่วัดนี้




โบสถ์ไม้ วัดท่าไทร

   อยากอาบน้ำที่วัดท่าไทรแต่ก็เกรงใจ ด้วยน้ำที่นั่นหายากจึงทำได้แค่ล้างหน้าและเอาน้ำราดศีรษะจนโชกแล้วมานอนพักเหนื่อยบนชายหาดจนได้เวลากลับ นำจักรยานใส่ท้ายกะบะแล้วขับกลับภูเก็ตตอน 4โมงเย็นพอดี 

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

RECUMBENT หรือ BENT BIKE

    จักรยานทางเลือกใหม่ที่ดูแล้วขี่ไม่คอยสะดวกแต่นั่งสบาย รูปร่างอาจจะดูแปลกไปบ้าง ราคาก็ไม่ต้องพูดถึง หลักแสนขึ้นทั้งนั้น นอกจากจะต้องประดิษฐ์หรือผลิตใช้เองแล้ว คุณก็ต้องมีเงินค่อนข้างเหลือใช้พอสู้กับภาษีนำเข้าไหว




    มันเหมาะกับผู้ที่ต้องการขี่ท่องเที่ยวในระยะทางค่อนข้างไกล ผมไม่รับรองว่าขี่ได้สนุก แต่ ERIC บอกผมว่าเขาจะไม่กลับไปขี่จักรยานแบบเก่าอีกแล้ว ดูๆแล้วการขี่ในเมืองเห็นท่าจะสะดวกไม่เท่ารถจักรยานแบบมาตรฐานทั่วไป สำหรับคันในรูปก็ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไของศาของตะเกียบหน้าอีกนิดหน่อยเพื่อให้การทรงตัวดีขึ้น 




     Eric มีแผนจะประดิษฐ์หรือผลิตคันใหม่อีกคัน ให้ยืดหยุ่นกว่าคันนี้ เพราะคันนี้คงไม่เหมาะกับคนไทย เพราะคุณต้องสูงอย่างต่ำ 185 เซนติเมตรขึ้นไปจึงจะควบเจ้านี่ได้ ส่วนผมได้ลองขึ้นนั่งดูแล้ว พบว่าผมต้องการความยาวของขาเพิ่มอีกเยอะ ถ้าจะขี่เจ้าคันนี้ให้ได้